ข่าวดารา

น้องอัน เนตไอดอลสาวสำหรับคลิปที่สาวเสื้อเหลืองสุดน่ารักและสุดแซ็กซี

น้องอันดา เนตไอดอลสาวสำหรับคลิปที่สาวเสื้อเหลืองสุดน่ารักและสุดแซ็กซี

น่ารักแต่เด็กยันโตเลยจริงๆ สำหรับน้องอันดา กุลฑีรา ดาราเด็กสุดน่ารักที่เข้าวงการมาตั้งแต่อายุ 5 ขวบ ซึ่งตอนนี้น้องก็โตเป็นสาวและเข้าเรียนระดับชั้นมัธยมต้นแล้ว Sanook! Campus เราก็เลยจะพาเพื่อนๆ มาดูความน่ารักของน้องกันหน่อย

น้องอันดา

น้องอันดา มีชื่อจริงว่า กุลฑีรา ยอดช่าง
เกิดเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549
เป็นลูกคนเดียว
ความสามารถของน้องอันดา คือ ร้องพลง เต้น และ ถ่ายแบบ
การศึกษาระดับประถม โรงเรียนกรพิทักษ์ศึกษา
การศึกษาระดับมัธยม โรงเรียนสารสาสน์วิเทศบางบอน เรียนแบบ Intensive English Program

 

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com

เมเปิ้ล พรนิภา เน็ตไอดอลสุดเซ็กซี่และมาพร้อมกับชุดวายนํ้าแบบสวย

 เมเปิ้ล พรนิภา เน็ตไอดอลสุดเซ็กซี่และมาพร้อมกับชุดวายนํ้าแบบสวย

เมเปิ้ล พรนิภา วาณิชวิเศษกุล นางฟ้านักวิ่งอีกผู้ที่ถือว่าเสพติดการวิ่ง Outdoor แทบทุกวัน คุณเขียนเล่าผ่านสเตตัสบนเฟซบุ๊กของคุณว่า เพราะว่านอกเหนือจากจะก่อให้ไม่นึกถึงเรื่องเครียดๆแล้ว ยังมีผลให้หัวใจแข็งแรงอีกด้วย จากก่อนหน้าที่เป็นคนขี้คร้านออกกำลังกาย ถูกใจนอนอับอยู่กับบ้านอ่านหนังสือ คุณเริ่มเข้าคลาสขี่จักรยาน คลาสเต้น บัลเลต์ และก็ขณะนี้ย้ำไปที่การวิ่ง พวกเราออกกำลังกายเพื่อการมีสุขภาพที่ดีหัวใจกับ

ร่างกายที่แข็งแรง ตอนนี้เป็นเสพติดมากมาย ในตอนที่ไลฟ์สไตล์ส่วนตัว คุณสารภาพว่าเป็นคนถูกใจแต่งตัวน่ามอง แต่ว่าถึงอย่างไรก็แล้วแต่ทุกๆอย่างจำเป็นต้องตั้งอยู่บนฐานรากของกาลเทศะที่สมควรถูก พวกเราก็เลยไม่เคยเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่พวกเราเป็น ในสิ่งที่เราถูกใจ แค่ปรับให้เหมาะเจาะ สมอายุ ถ้าเกิดเสนอแนะในเชิงประดิษฐ์ พวกเราก็พร้อมก้มรับ

 เมเปิ้ล พรนิภา เน็ตไอดอลสุดเซ็กซี่และมาพร้อมกับชุดวายนํ้าแบบสวย

 

ขอบคุณแล่งที่มา  https://www.5secondsofsummerconcert.org

น้องลิตา งานพริตตี้มอเตอร์โชว์ ที่สำคัญเธอยังเป็นหวานใจและเป็นไอดอลขัวญใจหนุ่มๆ

น้องลิตา งานพริตตี้มอเตอร์โชว์ ที่สำคัญเธอยังเป็นหวานใจและเป็นไอดอลขัวญใจหนุ่มๆ

เป็นพริตตี้คลื่นลูกใหม่ที่มีและความสามารถ หน้าตา แล้วก็รูปร่าง สำหรับ น้องลิตา นภัสนันท์ สาวน้อยที่ผ่านผลงานมาแล้วจำนวนมากทั้งยังงานถ่ายแบบ งานพริตตี้มอเตอร์โชว์ ที่สำคัญคุณยังเป็นหวานใจของผู้แสดงและนักจัดรายการวิทยุชายหนุ่มเนื้อหอม แพทริค ชานน อีกด้วยสำหรับ น้องลิตา มีชื่อจริงว่า นภัสนันท์ เบญจมาศ เดี๋ยวนี้อายุ 24 ปี สำเร็จการศึกษาจากภาควิชานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ลิตา เป็นเด็กกิจกรรมตั้งแต่เด็กๆผ่านงานถ่ายแบบมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง จนถึงเมื่อเข้ามหาวิทยาลัยคุณก็สะดุดตาจนได้ไปสู่วงการพริตตี้ พร้อมติดอันดับ Top 10 Pretty Thailand 2016ด้านเสน่ห์รวมทั้งความเย้ายวนก็ไม่ต้องเอ่ยถึงเนื่องจากว่าสาวน้อยคนนี้รูปร่างดีเลิศๆที่สำคัญเป็นอีกหนึ่งพริตตี้ที่งานชุกมากที่สุดคนหนึ่ง ในอินสตามึงรมส่วนตัวก็มีคู่รักๆเข้าไปกดติดตามแล้วกว่า 3 แสนคน
น้องลิตา จะสวยแซ่บขนาดไหนไปติดตามกัน

น้องลิตา งานพริตตี้มอเตอร์โชว์ ที่สำคัญเธอยังเป็นหวานใจและเป็นไอดอลขัวญใจหนุ่มๆ

 

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.5secondsofsummerconcert.org

 

 …

เบเบ้ แต่เน็ตไอดอลสาวหน้าใส หุ่นเซ็กซี่กว่าเดิมมากและเเซ็กซี่กว่าเดิม

เบเบ้ แต่เน็ตไอดอลสาวหน้าใส หุ่นเซ็กซี่กว่าเดิมมากและเเซ็กซี่กว่าเดิม

15 ปีผ่านไป หลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนไป แม้กระนั้นเน็ตไอดอลสาวหน้าใส เบเบ้ธันย์บิดา ฤทธินาคา ยังคงความหน้าเด็ก สดใสดังเดิม ที่สำคัญปัจจุบันนี้คุณหุ่นชวนมองกว่าเดิมมากมาย เนื่องด้วยบริหารร่างกายเสมอๆ แถมยังเลือกกินรับประทานอาหารครบ 5 กลุ่มเป็นอีกหนึ่งสาวสวยร่างกายแข็งแรง เป็นที่ยอมรับว่าหลงรักการบริหารร่างกายเข้าอย่างจัง จนกระทั่งช่วงหลังคุณเปลี่ยนเป็นข้ารูด้านนี้ไปเลย จากสาวน้อยลุคแบ๊ว ปัจจุบันนี้เบ

เบเบ้ แต่เน็ตไอดอลสาวหน้าใส หุ่นเซ็กซี่กว่าเดิมมากและเเซ็กซี่กว่าเดิม

เบ้มีธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องไม้เครื่องมือบริหารร่างกาย ที่สำคัญคุณแบ่งเวลาให้กับการบริหารร่างกายเสมอ หากแม้ชีวิตประจำวันจะยุ่งขนาดไหนก็ตาม ไม่แปลกที่เดี๋ยวนี้คุณเป็นเจ้าของหุ่นในฝันของผู้หญิงหลายๆคน นอกเหนือจากนี้ยังแบ่งเวลาสอนท่าบริหารร่างกายอย่างถูกแนวทางในยูทูบ Bebe Fit Routine อีกด้วยมองเห็นอย่างงี้ก็จะต้องพูดว่า อีกทั้งงาม อีกทั้งเรียนเก่ง แถมยังบริหารร่างกายจนกระทั่งเป็นไอดอลของใครหลายคนงี้คนจำนวนไม่น้อยถึงชูให้ เบเบ้ เป็นเน็ตไอดอลตัวจริงนิรันดร

 

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.5secondsofsummerconcert.org…

อ๋อมแอ๋ม สาวสวยเน็ตไอดอลที่แว็กซี่และน่ารักทั้งยังงามในแวดวงสาวเซ็กซี่มาโดยตลอด

อ๋อมแอ๋ม สาวสวยเน็ตไอดอลที่แว็กซี่และน่ารักทั้งยังงามในแวดวงสาวเซ็กซี่มาโดยตลอด

อ๋อมแอ๋ม-ณัฐกนก สิทธิรัตน์ ไม่ใช่หน้าใหม่ในวงการสาวน่ามอง ก่อนหน้าที่ผ่านมาคุณเป็นดารานางแบบพริตตี้ตัวท็อปของแวดวงมานานยาวนานหลายปี ความเย้ายวนคงเดิมบ่อย ทำให้ชายหนุ่มๆติดตามคุณอย่างต่อเนื่องไม่หลุดโฟกัสด้วยรูปทรง 34-24-33 แถมเคยมีตำแหน่ง Top 10 Pretty Thailand 2018 มาการันตี โน่นยิ่งช่วยคอนเฟิร์มว่าคุณเป็นสาวดึงดูดใจตัวแม่ของแท้ถ้าไปถามชายหนุ่มๆว่า ดารานางแบบพริตตี้ผู้หญิงผู้ใดกันแน่ที่

อ๋อมแอ๋ม สาวสวยเน็ตไอดอลที่แว็กซี่และน่ารักทั้งยังงามในแวดวงสาวเซ็กซี่มาโดยตลอด

พวกเขากดติดตามบ้าง 7 ใน 10 จะตอบว่า อ้อมแอ๋ม อ้อมแอ๋มยังคงเป็นท็อปปิคหัวข้อเจรจาในช่วงเวลาที่พวกเราเอ๋ยถึงนิยามคำว่า ดึงดูดใจ เสมอผมไม่ประหลาดใจเลย เพราะเหตุว่าการยืนระยะของคุณทั่วทั้งโลกออนไลน์และก็ออฟฟไลน์มาอย่างช้านาน การรวบรวมแฟนๆมาอย่างสม่ำเสมอทำให้คุณมีฐาน fc เยอะมากที่รอให้กำลังใจในทุกๆผลงาน รวมถึงเซ็ตนี้ในเพลย์บอยที่จะเปิดเผยทุกองศาของความน่ามองในแบบของอ้อมแอ๋มให้พวกเราได้มองเห็นกัน ทั้งยังความแจ่มใสและก็เย้ายวนเกินลิมิตที่ถูกถ่ายทอดผ่านเลนส์จากยอดเยี่ยมความสามารถตากล้องเพลย์บอยอย่างคุณ ธีราวุฒิ รอดปั้น ด้วยแล้ว รับประกันว่าไม่ทำให้ท่านผิดหวังอย่างแน่แท้

 

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.5secondsofsummerconcert.org…

บอย-เจี๊ยบ 14 ปีแห่งรักที่มั่นคง ชีวิตคู่นับจากนี้จะดูแลให้ดีที่สุด

บอย-เจี๊ยบ จับมือกันฝ่ามรสุมชีวิตลูกใหญ่ จนในที่สุดความรักก็ได้ถูกพิสูจน์แล้วว่าสามารถเอาชนะได้ทุกอย่าง

บอย-เจี๊ยบ ซึ่งในวันนี้ (25 ม.ค.) ก็ถือเป็นอีกหนึ่งวันดีและเป็นวันแห่งความทรงจำของทั้งคู่ที่ได้เริ่มต้นชีวิตคู่อย่างเป็นทางการ ด้วยการควงแขนกันเข้าสู่พิธีวิวาห์ภายใต้บรรยากาศสุดโรแมนติก ณ GMM Live House Central World

โดยก่อนที่จะเข้าสู่ช่วงของพิธีการและงานฉลองมงคลสมรสในวันเดียวกัน คู่บ่าวสาว บอย พีซเมคเกอร์ –เจี๊ยบ พิจิตตรา ก็ได้ออกมาเปิดใจถึงความรู้สึกในวันพิเศษ และแผนอนาคตที่วางไว้ร่วมกัน ให้เราได้ฟังว่า

ความรู้สึกของเราสองคนในวันนี้เป็นอย่างไรบ้าง ?

บอย – “ตอนแรกผมไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นเลยนะครับ มันจะเป็นอารมณ์ของความกังวลมากกว่า คือกลัวว่างานจะออกมาไม่พร้อม กลัวว่าจะทำตัวไม่ถูก แต่พอมาถึงตอนนี้ผมกลับลืมเรื่องที่กังวลไปหมดเลยเหลือแต่ความรู้สึกตื่นเต้น (ยิ้ม)”

เจี๊ยบ – “เมื่อวานนี้ก็หลับๆ ตื่นๆ เหมือนกันค่ะ กังวลบ้าง ตื่นเต้นบ้าง คือเราต้องคอยเช็กตลอดว่ามันจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงอีกหรือเปล่า”

บรรยากาศงานที่จัดขึ้นเหมือนกับในฝันที่เราวาดภาพไว้ไหม ?

เจี๊ยบ – “ก็เหมือนกับที่เราคุยกันไว้ตั้งแต่แรกว่าเราอยากให้งานออกมาในรูปแบบของโบสถ์ ซึ่งทีมออแกไนซ์ก็เนรมิตมาได้ตรงตามกับที่เราอยากได้เลยค่ะ”

ชีวิตตอนนี้มันก้าวไปอีกสเต็ปหนึ่งแล้ว เราสองคนคิดว่ายังไง ?

บอย – “มันก็เหมือนกับความฝันนั่นแหละครับ เพราะเราเคยฝันเอาไว้ว่าวันหนึ่งเราจะได้ใช้ชีวิตร่วมกัน ได้กลายมาเป็นครอบครัวเดียวกัน และในวันนี้ไม่ว่างานจะออกมาเป็นแบบไหนมันก็คือสิ่งที่เราฝันเอาไว้ครับ”

จะต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองหรือเปลี่ยนสิ่งต่างๆ ที่ทำให้กันไปด้วยหรือเปล่า เพราะเป็นสามีภรรยาแล้ว ?

เจี๊ยบ – “เจี๊ยบมองว่าความผูกพันและสิ่งที่เราทำให้กันในทุกๆ วันที่ผ่านมามันก็คงเหมือนเดิม แต่เราอาจจะมีเป้าหมายที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิมนิดหนึ่งหลังจากที่หนี้สินทุกอย่างมันได้เคลียร์แล้ว ซึ่งถ้าถามว่าเป้าหมายที่ใหญ่ที่สุดของเราสองคน ณ ตอนนี้คืออะไร ก็คือเรื่องการปลดหนี้ค่ะ”

บอย – “แต่จริงๆ เราก็อยากจะทำให้ครอบครัวเราเป็นครอบครัวที่มีความสุขที่สุด ทำให้ต่างฝ่ายต่างรู้สึกมีความสุขด้วยกันทั้งคู่ แล้วจากนั้นจึงค่อยเผื่อแผ่ความสุขให้กับคนรอบข้างครับ นั่นคือสิ่งที่เป็นเป้าหมายหลักและเป็นเป้าหมายใหญ่ที่สุดที่เราสองคนเคยคุยกัน”

เราสองคนตั้งใจจะไปฮันนีมูนกันที่ไหน ?

บอย – “เรื่องนี้เรายังไม่ได้คิดเลยครับ เพราะที่ผ่านมาเราวุ่นอยู่กับการวางแผนแต่งงานมาโดยตลอด ดังนั้นเรื่องฮันนีมูนจึงค่อยมาคิดกันทีหลังดีกว่าว่าอยากจะไปที่ไหนหรือจะไปทำอะไรบ้าง”

เรื่องทายาทเราสองคนอยากจะมีเลยหรือเปล่า ?

เจี๊ยบ – “คงยังไม่ค่ะ ขอทำงานก่อน (ยิ้ม) แต่ถามว่ากังวลเรื่องอายุไหม จริงๆ เจี๊ยบก็ไม่ได้กังวลนะเพราะเจี๊ยบได้มีโอกาสไปคุยกับคุณหมอมาแล้ว ซึ่งคุณหมอก็บอกว่ายังทัน แถมเดี๋ยวนี้การแพทย์เขาก็พัฒนาไปไกลเราด้วย”

บอย-เจี๊ยบ

งานในวันนี้จะจัดเป็นในรูปแบบไหนบ้าง ?

บอย – “ช่วงแรกก็จะเป็นการทานเลี้ยงธรรมดาครับ แต่หลังจากนั้นก็จะเป็นการทำพิธีแบบคริสต์ โดยเราจัดเหมือนเรายกโบสถ์มาไว้ในงานวันนี้และมีบาทหลวงมาช่วยทำพิธีให้กับเราสองคน”

ถามถึงแหวนแต่งงานของเราสองคนที่เลือกมาเป็นยังไงบ้าง ?

เจี๊ยบ – “ถ้าพูดถึงเรื่องแหวน จริงๆ เรื่องกะรัตมันก็ไม่ได้เป็นเครื่องวัดอะไรหรอก เพราะตอนที่เราเลือกเราก็คุยกันว่าเราอยากได้แหวนที่ใส่ในชีวิตประจำวันได้ ไม่ใหญ่ไปไม่เล็กไป ขอเป็นแหวนที่พอดี ไม่ต้องคอยระมัดระวังอะไรมากมาย ขอแค่สวยงามและเป็นแบบที่เราทั้งคู่ชอบก็พอ”

14 ปีที่ผ่านมาพิสูจน์อะไรให้กับพวกเราบ้าง ?

บอย – “ผมมองว่าจริงๆ แล้ว 14 ปีสำหรับบางคู่มันอาจจะน้อยไปด้วยซ้ำ รวมถึงคู่เราเอง ดังนั้นหลังจากนี้เราก็คงจะต้องเรียนรู้กันไปเรื่อยๆ ศึกษากันไปเรื่อยๆ เพื่อที่เราจะได้เข้าใจกันต่อไปครับ”

ในชีวิตคู่ของเรา เรามีคำมั่นสัญญาอะไรมอบให้แก่กันบ้าง ?

เจี๊ยบ – “ตอนที่เราคบกันเราก็ไม่เคยมีคำมั่นสัญญานะคะว่าเราจะต้องเป็นแบบนั้นหรือเธอจะต้องเป็นแบบนี้ แต่เราเลือกที่จะทำทุกวันให้เป็นวันที่ดีที่สุด ทำเหมือนกับทุกวันเป็นวันสุดท้ายที่เราจะได้เจอกัน อะไรประมาณนี้มากกว่าค่ะ”

บอย – “คำสัญญาของเราสองคนมันคือการกระทำ คือสิ่งที่เราปฏิบัติต่อกันมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการดูแลกันและกันหรือเรื่องที่ทำให้อีกฝ่ายมีความสุข”

เจ้าสาวจะต้องเปลี่ยนนามสกุลหรือเปล่าหลังจากแต่งงาน ?

เจี๊ยบ – “หลังจากจดทะเบียนสมรสก็คงต้องเปลี่ยนค่ะ (ยิ้ม) ส่วนเรื่องจะเปลี่ยนเป็นนางหรือนางสาวนั้นอันนี้ก็ไม่ได้ซีเรียส ยังไงก็ได้ค่ะ”

เรือนหอของเราสองคนตอนนี้คืบหน้าไปถึงไหนแล้ว ?

บอย – “ตอนนี้ยังไม่เสร็จเลยครับแต่คิดว่าหลังจากแต่งงานคงได้เริ่มลุยต่อ เพราะเราเองก็อยากจะรีบเข้าไปอยู่ในเร็ววัน”

มีอะไรอยากจะบอกกันและกันบ้าง เพราะวันนี้ก็เป็นวันพิเศษของเราทั้งคู่ ?

บอย – “ก็คงจะต้องดูแลเขาให้ดีที่สุดครับ ดูแลเขาให้เต็มที่เท่าที่เราทำได้ ดูแลให้สุดกำลังของคนคนหนึ่ง ทำให้เขาได้เป็นผู้หญิงที่มีความสุขที่สุดเลย”

เจี๊ยบ – “คล้ายๆ กันค่ะ ที่ผ่านมาเคยดูแลยังไงหลังจากนี้ก็จะดูแลให้มากขึ้นกว่าเดิม ใส่ใจเขาเหมือนเดิมค่ะ”

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com…

ท็อป ณัฐเศรษฐ์ ควงแฟน ไพลิน เปิดตัวออกสื่อ โชว์หวานมุ้งมิ้งสไตล์คนอินเลิฟ

ท็อป ณัฐเศรษฐ์ ทำเอาบรรยากาศงาน Nai Lert Flower & Garden Art Fair 2019 ตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นอายความหวาน

ท็อป ณัฐเศรษฐ์ ควงหวานใจดีกรีนางแบบ ไพลิน โอลเซ่น ออกมาโชว์ความหวานต่อหน้าสื่อมวลชน เพื่อยืนยันสถานะคู่รักป้ายแดง

งานนี้บรรดาสื่อก็เลยไม่รอช้า ต้องรีบเข้าไปจ่อไมค์ถามถึงจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์หวานเวอร์ของทั้งคู่ รวมถึงกระแสข่าวเม้าท์มือที่สาม ที่หลายคนยังคงสงสัย ว่าฝ่ายหญิงใช่มือที่สามระหว่าง หนุ่มท็อป และอดีตคนรัก เบสท์ โอลีฟส์ หรือเปล่า

ทุกคนค่อนข้างเซอร์ไพรส์กับการโพสต์ภาพคู่ของเราส่งท้ายปลายปีที่ผ่านมา ?
ท็อป – “ส่วนมากคนก็จะคิดว่าเป็นการเปิดตัวแต่ผมไม่ได้ตั้งใจ ผมแค่อยากจะโพสต์ภาพเพื่อขอบคุณ คุณปลาวาฬ ที่เป็นเพื่อนของเราทั้งสองคนก็เท่านั้น (ยิ้ม) ซึ่งผมกับคุณไพลินเราสองคนรู้จักกันมานานแล้ว เคยคบๆ คุยๆ กันอยู่สักพักหนึ่งและก็แยกกันไป แต่ครั้งนี้ก็ได้กลับมาเจอกันใหม่ครับ”

การกลับมาเจอกันครั้งนี้ใครเป็นคนเริ่มต้นก่อน ?
ท็อป – “เป็นผมนี่แหละครับ ผมโทรไปหาเขาเพราะเราไม่ได้เจอกันมาปีกว่า อยู่ดีๆ ก็อยากจะโทรหาเขาขึ้นมา”

แต่หลายคนก็สงสัย เพราะก่อนหน้านี้เราก็คบอยู่กับอีกคน ทำไมอยู่ดีๆ ถึงได้มาเปิดตัวกับคนนี้ ?
ท็อป – “เอ่อ…จริงๆ ผมกับ เบสท์ โอลีฟส์ เราจบความสัมพันธ์กันไปสักพักแล้ว และระหว่างนั้นผมก็อยู่ตัวคนเดียวมาโดยตลอด จนกระทั่งผมได้มีโอกาสไปปฏิบัติธรรมกับ ท่าน ว. พอหลังจากกลับมาผมก็ได้นึกถึงไพลิน เพราะถึงแม้จะมีเหตุให้เราต้องเลิกกันก่อนหน้านี้ แต่เราก็ยังมีบางสิ่งที่ติดค้างกันอยู่ นี่คงเป็นเหตุผลที่ทำให้ผมตัดสินใจโทรไปหาเขาในวันนั้นครับ ในช่วงปีกว่าๆ ที่เราไม่ได้เจอกัน ผมเชื่อว่าเราทั้งคู่ต่างเติบโตขึ้นและได้เรียนรู้ ได้เข้าใจกันมากขึ้น ซึ่งพอเราได้เคลียร์เรื่องราวต่างๆ ในอดีต มันก็ทำให้เรารู้สึกมั่นใจในกันและกันมากขึ้นครับ”

ไพลิน – “จริงๆ ตอนที่เขาโทรมาครั้งแรกเราเองก็ยังงงๆ ใจจริงจะไม่รับสายเขาด้วยซ้ำ แต่อีกใจก็สงสัยว่าเขาโทรมาทำไมเพราะเราไม่ได้คุยกันมาเป็นปีแล้ว จนสุดท้ายก็ตัดสินใจรับสายค่ะ”

ยืนยันว่าไพลินไม่ใช่มือที่ 3 ระหว่างเรากับเบสท์ใช่ไหม ?
ท็อป – “ไม่เลยครับและจริงๆ ผมกับไพลินเราก็รู้จักกันมานานแล้ว ต่างคนก็ต่างมีช่วงเวลาของมัน และก่อนที่จะมาคุยกับไพลิน ผมเองก็ได้มีโอกาสคุยกับคนนั้นคนนี้อยู่เหมือนกัน ส่วนกับเบสท์เองผมคิดว่าเราจบกันค่อนข้างเคลียร์นะ ทุกอย่างชัดเจน เบสท์เป็นคนที่ค่อนข้างโต และเราต่างก็พอจะรู้ว่าทิศทางของเราจะเป็นไปในทางไหน ซึ่งมันก็ไม่เหมือนกัน ทั้งๆ ที่เราพยายามปรับจูนแต่สุดท้ายเราก็ไปต่อกันไม่ได้ครับ”

ท็อป ณัฐเศรษฐ์

ที่เราบอกว่าพยายามปรับแต่ทำไม่ได้ เป็นเพราะอายุที่ห่างกันด้วยหรือเปล่า ?
ท็อป – “ไม่น่าจะใช่นะครับ เพราะผมกับไพลินเราก็อายุห่างกันมากกว่าอีก”

อะไรคือสิ่งที่ทำให้เรามั่นใจว่าจะกลับมาคุยกับเขาอีกครั้ง ?
ไพลิน – “เราใช้เวลาอยู่ด้วยกันค่อนข้างเยอะ ซึ่งมันก็พอจะทำให้รับรู้ได้ว่าเราไม่เหมือนกับเมื่อก่อนแล้ว ก็เลยคิดว่าต่อจากนี้ไปมันน่าจะมีอะไรดีๆ”

ท็อป – “ตอนที่ผมโทรหาเขา ผมไม่คิดว่าเราจะได้กลับมาคบกัน เพราะใจจริงผมแค่อยากจะเคลียร์กับเขา นั่นคือจุดประสงค์หลักของผม แต่หลังจากนั้นความสัมพันธ์มันก็ค่อยๆ พัฒนาขึ้นมาทีละนิด ซึ่งผมเองก็รู้สึกดีนะครับที่ผมสามารถมีใครสักคนที่คุยด้วยได้”

ท็อป – “เอาจริงๆ นะ ผมตั้งใจว่าจะไม่ลงเอยกับใครอีกแล้ว อยากจะใช้ชีวิตเป็นโสด”

เราสองคนคาดหวังกับความรักครั้งนี้อย่างไรบ้าง ?
ท็อป – “ผมอายุเยอะแล้ว ผมเลยมองว่าถ้าหากวันหนึ่งเราอยากจะมีครอบครัว เราก็คงจะมีเวลาเหลืออีกไม่เท่าไหร่ ซึ่งในปัจจุบันผมก็ตั้งใจว่าอยากจะทำให้ทุกอย่างมันออกมาดีที่สุด ไม่อยากจะเสียเวลากับใครอีกและก็ไม่อยากจะให้ใครต้องมาเสียใจอะไรกับผมอีกแล้ว”

ไพลิน – “ก็อยากจะทำให้ทุกอย่างมันดีเหมือนกันค่ะ เพราะครั้งที่แล้วที่มันไม่ค่อยดีเราเองก็เสียใจมากๆ แต่ถ้าถามว่าพร้อมจะมีครอบครัวหรือยัง ก็พร้อมนะคะ แต่เรื่องข่าวดีตอนนี้ยังไม่รู้จริงๆ”

ท็อป – “อันนั้นอาจจะเร็วไปหน่อย ค่อยๆ เป็นไปทีละสเต็ปครับ”

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com…

เพชรา เชาวราษฎร์ งานวันเกิดอายุ 76 ปี ชรินทร์ นันทนาคร ร้องเพลงถึงความหลัง

เพชรา เชาวราษฎร์  นับว่าเป็นดาวค้างฟ้านางเอกตลอดกาลอีกท่านที่ยังอยู่ในใจแฟนละครหลายๆคนสำหรับ เพชรา

เพชรา เชาวราษฎร์ แม้ว่าตอนนี้สื่อจะไม่ได้เห็นหน้าของเธอมาเป็นเวลานานเนื่องจากคุณเพชรา

ประสบปัญหาด้านสุขภาพ แต่แม้จะไม่ได้ออกสื่อแต่ความสวยของคุณเพชรา ยังคงอยู่เสมอ ถึงอายุจะมากแล้วก็ตามแต่ก็ไม่อาจทำอะไรคุณเพชรา ได้เลย และล่าสุดกับคืนวันที่ 19 ม.ค. 62 ที่ผผ่านมาถือเป็นวันเกิดของคุณเพชรา ในวัย 76 ปี

เพชรา เชาวราษฎร์

โดยบรรยากาศในงานเลี้ยงเต็มไปด้วยความอบอุ่นมีการควงคู่สามี คุณชรินทร์ นันทนาคร เข้างานทักทายแขกที่มาร่วมงาน ด้วยสีน่ายิ้มแย้ม นอกจากนี้คุณชรินทร์ ยังร้องเพลงหยาดเพชร ให้ภรรยาสุดที่รักอีกด้วย และภายในงานยังมีเพื่อนๆ พร้อมลูกหลานมาร่วมในงานวันเกิดของคุณเพชรา อย่างอบอุ่น

เพชรา เชาวราษฎร์

ชีวิตส่วนตัวเมื่อครั้งวัยสาว คุณเพชราเคยมีคู่หมั้นเป็นลูกเศรษฐีเจ้าของอู่ต่อเรือประมงเมื่อตอนที่อายุ 15 ปี โดยผู้ใหญ่จะตัดสินใจรับหมั้น แต่ด้วยความที่อายุน้อยจึงบ่ายเบี่ยงไปตลอดเกือบ 2 ปี
ครั้นเมื่อจวนจะถึงวันสมรส เพชราจึงหนีไปก่อนวันเข้าพิธี 20 วัน อันเป็นเหตุที่ทำให้พ่อแม่เธอชดใช้ค่าเสียหายจำนวนมากและหลังจากนั้นก็มีชายหนุ่มมากหน้าหลายตาแวะเวียนเข้าหาเธอเพื่อหวังสานสัมพันธ์แต่เธอปฏิเสธทั้งหมด


เธอมีความสนิทสนมกับมิตร ชัยบัญชาอย่างสูง หลังรู้จักกันครั้งแรกจากการแสดงภาพยนตร์เรื่อง บันทึกรักของพิมพ์ฉวี ซึ่งถ่ายทำนานราว 3-4 เดือนจนสนิทสนมกันเพชรากล่าวว่าเธอมองมิตรเป็นพี่ชายที่แสนดีของเธอเพราะเกิดปีเดียวกับพี่ชายคนโตจึงรักและเคารพยิ่ง และมิตรเองก็ทำหน้าที่ปกป้องเพชราหากมีผู้ชายเจ้าชู้เข้ามาใกล้เธอหลังมิตรเสียชีวิต เพชรากล่าวว่าเธอฝันเห็นเขาหลังจากนั้นกว่า 20 ปีคุณเพชรา สมรสกับชรินทร์ นันทนาคร (ศิลปินแห่งชาติ ปี 2541 สาขาศิลปะการแสดง) นักร้องเพลงไทยสากล เพชราและชรินทร์ร่วมงานครั้งแรกในภาพยนตร์เรื่อง แพนน้อย จนกระทั่งได้แสดงหนังเรื่อง แผ่นดินแม่ หลังฝ่ายชายได้เลิกรากับสปัน เธียรประสิทธิ์ไปก่อนหน้านี้ในปี พ.ศ. 2518 เพชราและชรินทร์จึงตัดสินใจใช้ชีวิตร่วมกัน ทั้งคู่แต่งงานกันเงียบ ๆ เลี้ยงเพื่อนร่วมวงการเพียงไม่กี่คน

เพชรา เชาวราษฎร์
ประมาณ พ.ศ. 2515 เธอเริ่มมีปัญหาเรื่องสายตา เนื่องจากในการถ่ายภาพยนตร์ต้องใช้แสงไฟสว่างจ้าใช้เวลารักษาอยู่หลายปี จนกระทั่งตาบอดสนิททั้งสองข้าง เมื่อ พ.ศ. 2521ภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายที่เธอแสดง คือเรื่อง ไอ้ขุนทอง ซึ่งเธออำนวยการสร้าง และแสดงเป็นแม่ของพระเอก รับบทโดยสรพงศ์ ชาตรี สาเหตุของการตาบอดของเพชรา มาจากการไม่ได้พักสายตา ไม่ว่าจะเป็นบทบาทที่ต้องร้องไห้บ่อย การขับรถไปทำงานเอง ประกอบกับสมัยนั้น ถ่ายหนังต้องใช้ไฟแรง หรือใช้รีเฟล็กซ์เยอะ ช่วงหลัง ๆ ที่ถ่ายหนังเรื่อง “ไทยใหญ่” เมื่อปี 2513 เริ่มแสบตา แต่เธอก็ยังขับรถไปถ่ายหนังต่างจังหวัดเอง และอดทนแสดงภาพยนตร์จนถึงเรื่องสุดท้ายคือ “ไอ้ขุนทอง” เข้าฉายในปี 2520

เมื่อดวงตาเริ่มมีปัญหา จึงไปหาหมอ แต่ว่าไม่ได้ไปตามนัดโดยสม่ำเสมอ เพราะต้องไปถ่ายหนัง บางวันก็อยู่ต่างจังหวัด พออาการเริ่มหนักขึ้น ถึงขั้นขับรถปีนเกาะกลางถนนหลายครั้ง ช่วงที่อาการหนักมาก ๆ ก็พยายามรักษาทุกวิถีทาง ครั้นเมื่อแพทย์ให้ยารักษาตามารับประทาน เธอได้แพ้ยาดังกล่าวจนตัวบวม จากเดิมน้ำหนัก 47-48 กิโลกรัม ขึ้นหนัก 60 กว่ากิโลกรัม ต้องซื้อเสื้อผ้าคนท้องมาใส่ ผมร่วงหมดศีรษะ ฝ้าขึ้นดำไปทั้งหน้าทั้งตัว เมื่อตัวบวมมาก ๆ ก็หายใจไม่ออกกลืนน้ำก็ไม่ได้ ต้องเข้าไปนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาล การทำงานของไตหยุด พิษยาจึงคั่งค้างทำให้ตัวบวม ต้องรอให้พิษยาลดลง จากที่เคยสวมแว่นดำและนั่งแท็กซี่ไปไหนมาไหนได้เอง ตอนหลังก็มองไม่เห็น ออกไปไหนคนเดียวไม่ได้ ครั้งเวลาต่อมาเธอจึงเข้าผ่าตัดดวงตาด้วยหวังใจจะรักษาให้หาย แต่ผลกลับทำให้ตาที่เห็นเลือนรางกลายเป็นบอดสนิทในที่สุด หลังตาบอดสนิทในกลางปี 2524 หลังจากนั้น เธอก็ไม่ปรากฏตัวที่ไหนอีกเลย

เพชรา เชาวราษฎร์

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.tnews.co.th…

เป๊ก เปรมณัช เท้าบวมจนแทบเดินไม่ได้ ตั้งตัวไม่ทันอาการเสี่ยงเป็นโรคเก๊าท์

เป๊ก เปรมณัช ทำเอาแฟนคลับตกอกตกใจกันยกใหญ่ เมื่อพิธีกรหนุ่ม เป๊ก-เปรมณัช ได้โพสต์ภาพตัวเองนั่งรถเข็นอยู่ในโรงพยาบาล

เป๊ก เปรมณัช ได้ออกมาเผยให้ฟังว่า ตนเองก็ตกใจเหมือนกันที่วันแรกเห็นว่าเท้าบวม แต่ก็ยังฝืนไม่ไปหาหมอ เพราะคิดว่าคงไม่น่าจะเป็นอะไรมาก แต่พอปล่อยเวลาให้ผ่านไปอาการไม่ดีขึ้น และได้เจอกับเพื่อนพ่อที่เป็นหมอ บอกเสี่ยงที่จะเป็นโรคเก๊าท์ ตอนนี้ตนต้องดูแลตัวเองมากขึ้น เนื่องจากไม่อยากให้ตัวเองและภรรยาสาว นิว นภัสสร ต้องมาลำบากคอยดูแลไปด้วย

เห็นว่าเป็นเก๊าท์ใช่ไหม ?
“ใครบอก (หัวเราะ) ผมไม่รู้จริงๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น อยู่ดีๆ เท้ามันก็บวมขึ้นมา จากที่เราไปออกกำลังกายกลับมาเราคิดว่าได้ไปเตะอะไรมาหรือเปล่า แต่ก็ไม่ได้เตะอะไร จนวันต่อมาได้ไปดูคอนเสิร์ต BLACKPINK เห็นอาการที่บวมขึ้นมา ต้องเดินกะเผลกๆ พอไปหาหมอกายภาพบำบัดซึ่งปกติหากได้อัลตราซาวด์หรือใช้คลื่นเสียงแล้วมันก็น่าจะบรรเทาลง แต่อีกวันก็ยังไม่บรรเทาลง ก็เริ่มรู้สึกแปลกใจว่าตัวเองเป็นอะไร และมันก็บวมขึ้นมาเรื่อยๆ มีอาการร้อนและแดงขึ้น เหมือนเป็นโรคเท้าช้างเลย ถ้าใครเคยเป็นอะไรที่เท้า ไม่ว่าจะเป็นนิ้วซ้นหรือเล็บขบ จะรู้ว่ามันปวดมากจนเดินไม่ได้ แต่อันนี้มันเป็นอาการอีกแบบที่บวมเป่ง ยกเท้าก็ปวด วางเท้าก็ปวด เดินไปไหนไม่ได้ ต้องอยู่กับที่ มีวันหนึ่งที่เราพยายามฝืนไปงานแต่งตอนเย็น ได้เจอเพื่อนพ่อที่เป็นหมออยู่ 3 คน เขาก็บอกตรงกันว่า เป็นเก๊าท์แน่เลยลูก (หัวเราะ) ผมก็ตกใจ ว่าเราเป็นเก๊าท์เหรอเนี่ย”

“หลายคนจะบอกว่ามันเป็นโรคคนแก่ แต่คุณหมอบอกอายุ 30 เขาก็เป็นแล้ว มันเกี่ยวกับเรื่องของกรรมพันธุ์ด้วย เกี่ยวกับเรื่องของอาหารการกินด้วย ถ้าเรากินไก่หรือสัตว์ปีกเยอะๆ ไม่ดูแลตัวเอง กินยอดผัก คือทุกอย่างมีผลหมด ทำให้กรดยูริคขึ้น พออักเสบเข้าข้อก็จะบวมขึ้นมา แต่ด้วยความที่ตอนนั้นผมคิดว่าผมคงพักผ่อนน้อย ก่อนหน้าก็ได้ไปเที่ยวกับนิวแล้วสั่งหอยนางรมมา ซึ่งมียอดกระถินที่เขาห้ามกินยอดผัก นิวไม่มาแย่งผมกิน ผมก็เลยกินคนเดียวหมดเลย (หัวเราะ) พอเรากินอาหารในช่วงที่อักเสบมันก็เลยเข้าไปพอดี กรดยูริคก็สูงขึ้น จริงๆ ต้องตรวจเลือด แต่พอเช็กประวัติประมาณ 2 ปีที่แล้วขึ้นมา มีแถบสีแดงว่ากรดยูริคสูง ตอนนี้ก็กินยาดูว่าจะลดกรดลงได้ไหม”

สรุปคือคุณหมอยังไม่ฟันธงว่าเป็นเก๊าท์ ต้องรอดูอาการอีกทีใช่ไหม ?
“ใช่ครับ เดี๋ยวอาทิตย์หน้าจะมีการตรวจเลือดเพราะต้องตรวจสุขภาพประจำปีอยู่แล้ว ซึ่งทางบ้านผมจะมีคุณพ่อที่กรดยูริคสูงเหมือนกัน แต่ไม่ได้เป็น ขนาดคุณพ่อยังไม่เป็นอะ แต่นี่เป็นแซงพ่อ ก็งงเหมือนกัน เราเลยคิดว่าเราใช้ร่างกายคุ้มเกินไปหรือเปล่า ทำให้พักผ่อนน้อย อาจจะเพราะการกินด้วย ตอนนี้ก็ต้องพิจารณาและมองตัวเองใหม่แล้วว่าเราต้องดูแลตัวเองมากขึ้นนะ ไม่อย่างนั้นมันอาจจะเป็นปัญหากับตัวเรารวมไปถึงคนรอบข้างด้วย ฉะนั้นอย่าทำให้ตัวเราเป็นภาระเลย”

เป๊ก เปรมณัช

คุณหมอบอกวิธีการรักษายังไงบ้าง ?
“ลดอะไรก็ตามที่ส่งผลต่อกรดยูริคสูงขึ้น และกินยาแก้เก๊าท์ พอมาฟังแล้วว่าถ้าเรากินยาแก้อักเสบ มันก็จะแก้กล้ามเนื้ออักเสบได้ระดับหนึ่ง แต่ถ้ากินยาแก้เก๊าท์ก็จะไปสลายกดยูริคในข้อได้”

วันนั้นที่นั่งรถเข็น คือถึงกับเดินไม่ไหวเลยใช่ไหม ?
“คือตื่นเช้ามาก็เดินไม่ได้แล้ว เราไม่รู้จริงๆ ว่ามันเป็นหรือเปล่านะ แต่มันนอนไม่ได้ ตื่นเช้ามาเลือดมันคั่ง แค่เราจะเหยียบพื้นก็ไม่ได้แล้ว ต้องกัดฟันและลากไปจนถึงห้องน้ำ ทำให้รู้ว่ามันใช้ชีวิตลำบากนะ ต้องแคนเซิลงานไป 2 งานแล้ว วันนี้ถือว่าเป็นการทำงานวันแรกที่รู้สึกว่าโอเคขึ้น”

มีเตรียมใจไว้ไหม หากผลออกมาว่าเป็นเก๊าท์จริงๆ ?
“เฉยๆ เลย อย่างที่คุณหมอบอกว่าเก๊าท์ไม่ได้น่ากลัว คนที่คิดว่าเก๊าท์เป็นแล้วไม่หาย ไม่จริงมั้ง แค่เราลดอาหารพวกนั้นไป มันก็บรรเทาทำให้กรดยูริคลดลงได้ และที่เขาบอกว่าถ้าใครรู้ว่าจะเป็นหรือบวมก็ให้กินยาดักไว้ก่อนประมาณ 4-5 วัน เดี๋ยวมันก็จะหายไป แต่พอมันเป็นแล้วคิดว่า 4-5 วัน เดี๋ยวเราก็คงหายด้วยสุขภาพของเราด้วย แต่ปรากฏมันไม่หาย ตอนแรกกะว่าจะหายให้ทันเตะบอลกับทีมหมูป่ากับเพื่อนๆ แต่ดันมาเป็นช่วงนี้ก็เซ็งเหมือนกัน ก็พยายามจะให้หายทัน อยู่บ้าน ไม่กินอะไรทั้งนั้น อยู่ให้ขานิ่งที่สุด แต่ก็ยังหายไม่ทัน แสดงว่ามันไม่ได้มีกำหนดการของมันว่ากินยาแล้วจะหายกี่วัน”

ช่วงนี้ยังสามารถออกกำลังกายได้ตามปกติไหม ?
“ผมว่ามันไม่ได้วุ่นวายขนาดนั้น ออกกำลังกายทุกอย่างได้เหมือนเดิม แค่ตรงข้อที่มันอักเสบ มันลดบวมหายไป กรดยูริคมันสลายหายไป ก็จะกลับมาเป็นปกติเหมือนเดิม คาดว่านะ เพราะเป็นครั้งแรกเหมือนกัน ก็ตกใจว่าถ้าหายจะเป็นยังไง มันก็ทำให้เราได้รู้จักมันเลย”

นิวว่ายังไงบ้าง พอเห็นเท้าเราบวม ?
“เขาก็ตกใจ และถามว่าเป็นอะไร เป็นห่วงมาก ดูแลทุกอย่าง มันเลยทำให้รู้ว่าถ้าเราทำตัวเป็นภาระ เราก็จะสงสารคนรอบข้างนะ และสงสารตัวเราด้วย เพราะฉะนั้นเราต้องดูแลสุขภาพตัวเองมากขึ้น”

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com…

แอน ทองประสม อยากฟังคำหวานๆ จาก เอ ทินพันธ์ บ้าง คำว่าสวยยังไม่เคยได้ยิน

แอน ทองประสม ถือเป็นอีกหนึ่งคู่รักคนดังที่แฟนๆ ต่างก็รอลุ้นที่จะฟังข่าวดี สำหรับคู่ของ แอน-ทองประสม และ เอ-ทินพันธ์ ตันตินิรันดร์

แอน ทองประสม นอกจากจะเป็นคู่รักที่มีเคมีเข้ากันแบบสุดๆ แล้ว หลายๆ โมเมนต์ที่ทั้งคู่หยอกล้อเล่นกันในโลกโซเชียล ก็ยังมุ้งมิ้งดีต่อใจสำหรับใครหลายคนอีกด้วย

แต่ทว่าล่าสุดทางด้านของนางเอกสาวชื่อดัง แอน กลับออกมาเปิดเผยว่า จริงๆ แล้วเธออยากจะให้ เอ ทินพันธ์ เอ่ยคำพูดหวานๆ ให้ได้ยินบ้าง เพราะปกติอีกฝ่ายมักจะแกล้งติให้ต้องรู้สึกไม่ดีตลอด ส่วนทางด้านภาพถ่ายสุดประทับใจที่แฟนๆ นำมาแชร์ต่อกันในโลกโซเชียล เกี่ยวกับมิตรภาพอันยาวนานระหว่างเธอและ นัท มีเรีย นั้น แอน  ก็ได้เผยให้เราฟังว่า

ภาพพี่แอนพี่นัทที่หลายคนพูดถึง ?
“แอนกับนัทเรารู้จักกันมาตั้งแต่อายุ 13-14 ปี เราเป็นทั้งเพื่อนสนิท เป็นทั้งเพื่อนร่วมงาน ถึงแม้ช่วงหลังเราสองคนจะแยกไปใช้ชีวิตของตัวเองบ้าง แต่ความเป็นเพื่อนของเราก็ยังเหมือนเดิม และในฐานะที่เราเป็นเพื่อน เราก็จะดูแลกันต่อไป เราอยากให้กำลังใจเพื่อนเรา”

“ถามว่ากำลังใจของนัทตอนนี้เป็นยังไงบ้าง เอ่อ…นัทเขาเข้มแข็งมากนะ และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เขาก็ดูแลคุณแม่ของเขาดีที่สุดทุกวัน เขาทำหน้าที่ของคนเป็นลูกได้ดีมากๆ ซึ่งเราก็เห็นถึงความปล่อยวางของเขา เราคิดว่าเพื่อนคงเสียใจแต่ตั้งรับได้”

อะไรคือสิ่งที่ยึดเหนี่ยวมิตรภาพของเราสองคนได้นานขนาดนี้ ?
“เราสองคนงอนกันตีกันทุกรูปแบบตอนเด็กๆ พอโตขึ้นมาเราก็เถียงกันน้อยลง ความรู้สึกมันเหมือนเป็นพี่น้องกันมากกว่า เราไม่ได้คาดหวังอะไรจากมิตรภาพที่มีให้กัน เราเติมเต็มให้กัน ถึงแม้จะทะเลาะกันบ้างแต่เราก็ให้อภัยกัน คนเรามีวูบวาบได้เสมอ เราผิดเขาผิด แต่สุดท้ายเราจะสามารถเดินจับมือกันต่อไปได้ ถ้าหากเรารักกันมากพอ”

ส่วนตัวเราเองยังมีอะไรที่ห่วงเพื่อนคนนี้อีกไหม ?
“ไม่ห่วงแล้ว แอนน่าห่วงกว่า (ยิ้ม) คือเขาก็แต่งงานมีครอบครัวของเขาแล้ว เขามีอั้มเข้ามาช่วยดูแล มีครอบครัวที่อบอุ่น ครอบครัวนัทเป็นครอบใหญ่ ส่วนครอบครัวแอนเป็นครอบครัวเล็กๆ อยู่กันแบบเล็กๆ แอนเชื่อว่าเขาสบายมากค่ะ”

แอน ทองประสม

เราบอกว่าพี่นัทไม่มีอะไรต้องห่วง แล้วตัวเราเองล่ะ ปีใหม่แล้วจะมีข่าวดีหรือเปล่า ?
“นั่นน่ะสิ (หัวเราะ) ก็ไม่รู้เลย ไม่ได้คุยกันเลย คบกันไปแบบนี้เรื่อยๆ ก่อน อาจจะไม่เหมือนคู่อื่น มันชัดเจนนะแค่ยังไม่ได้แต่งงาน”

สถานะที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ใช้คำว่าหวานขึ้นได้ไหม ?
“ไม่นะ คือเราเหมือนเป็นเพื่อนกันไปแล้วมากกว่า จะให้เรามาดูแลเทคแคร์สวีทหวานเป็นวัยรุ่นก็คงไม่ใช่ แถมสไตล์แอนก็ไม่ได้เป็นแบบนั้นอยู่แล้วด้วย”

แต่แฟนๆ ก็ชอบนะดูมีความน่ารักเวลาที่เราสองคนแกล้งกัน ?
“เขาชอบแกล้งแอน ชมไม่เป็นหรอก ชอบติมากกว่า บางทีเราก็บอกพูดสิ่งดีๆ ให้ได้ยินบ้างได้ไหม แอนมีดีบ้างหรือเปล่า ฟังแล้วเหมือนแอนไม่มีดีเลย ไปหาผู้หญิงอื่นไป ไปเอาคนอื่นเลยไป (หัวเราะ) เขาก็ขำๆ คือเขาไม่เคยชมแอนว่าสวย ไม่เคยชมแอนว่าเก่งเลย แต่ถามว่างอนไหม จริงๆ ก็ไม่งอนนะ รำคาญมากกว่า เขาชอบติ นั่นก็ไม่ดีนี่ก็ไม่ดีไปซะหมด ไม่ดีสักอย่างคบฉันทำไม (หัวเราะ)”

เขาอาจจะเก็บไว้ชมเราวันแต่งงาน ?
“โอ้โห…ตอนนั้นคงหูตึงแล้ว ไม่ได้ยินแล้ว (หัวเราะ)”

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com…